การพอกหินขัดข้าว
การพอกหินขัดข้าวที่ได้ดี
ต้องมีการหลุดร่วงของหินกากเพชรบ้างเล็กน้อย คือให้หินกากเพชรส่วนที่ถูกขัดสีจนหมดคมแล้วหลุดออกไปบ้าง
เพื่อเปลี่ยนให้หินกากเพชรชั้นที่ติดกันขึ้นมาเป็นพื้นผิวของการขัดสีใหม่
ทั้งนี้ก็เพื่อให้หินขัดข้าวมีความคมหรือความสากอยู่เสมอ
ทำให้หินขัดข้าวมีอายุการใช้งานได้นาน และอัตราการหลุดร่วงของหินที่พอดีก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหินขัดข้าว
คือ ถ้าเป็นหินขัดข้าวขนาดเล็กจะมีอายุการใช้งานน้อยกว่าหินขัดข้าวขนาดใหญ่
สาเหตุที่ต้องพอกหินให้อ่อน เพื่อให้มีการหลุดร่วงและเปลี่ยนเม็ดหินใหม่ขึ้นมาขัดตลอด
เพราะปัจจุบันเรายังไม่มีวัสดุชนิดใดที่แข็งแกร่งพอที่จะสามารถทนการขัดสีได้เกิน
1,500 ชั่วโมงได้
การพอกหินจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งหากการพอกหินการความผิดพลาดจะทำให้ระบบการสีข้าวเกิดปัญหาทันที
คือ ถ้าพอกหินให้แข็งเกินไป โดยที่เนื้อปูนแข็งจับเกาะกับหินกากเพชรเหนียวแน่นจนเกินไป
จะทำให้หินกากเพชรไม่มีการหลุดร่วงออกไปได้เลย ทำให้หินกากเพชรที่ทำหน้าที่ขัดสีข้าวอยู่นั้นทำการขัดสีนานเกินไป
ทำให้หมดความคมหรือความสาก หินขัดข้าวจึงเกิดการสึกหรอราบเรียบเสมอกันหมด
ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการขัดสีลดลง และในทางตรงกันข้ามหากพอกหินให้อ่อนเกินไปก็เกิดผลเสียหายเช่นกันคือ
จะทำให้หินกากเพชรหลุดร่วงเร็วจนเกินไป ทำให้มีหินกากเพชรเหล่านี้หลุดออกไปปะปนกับข้าวสาร
และทำให้หินขัดข้าวลูกนั้นมีอายุการใช้งานลดน้อยลง (แต่ช่วยทำให้ระบบการขัดสีดีมาก)
การพอกหินให้มีความแข็งที่พอดีนั้นจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการแข็งหรือการเซตตัวของเนื้อปูนเสียก่อน
คือ ปูนที่นำมาใช้ในการพอกหินนี้โดยปกติแล้วจะมีความแข็งมาก
ดังนั้นการพอกหินจึงจำเป็นต้องมีการลดความแข็งของปูนลง
โดยการชลอการเซตตัวด้วยวิธีการนวด ซึ่งเป็นการรบกวนการเกาะตัวของเนื้อปูน
โดยต้องใช้เวลาในการนวดหรือตีปูน ให้ปูนนั้นมีสภาพถึงขั้นเกือบจะแข็งตัว
แล้วจึงทำการพอกเข้ากับแกนเหล็กเพื่อขึ้นรูป ตัวแปรที่สำคัญคือเวลาในการนวดหรือการตีส่วนผสมให้เข้ากัน
หากใช้เวลาในการนวดน้อยเกินไป เนื้อปูนก็จะมีเวลาในการเซตตัวมาก
ทำให้เนื้อปูนนั้นแข็ง แต่หากมีการนวดนานขึ้นไปอีกเนื้อปูนก็จะมีเวลาเซตตัวน้อยลง
ปูนก็จะลดความแข็งลงไปตามลำดับ
ปัญหาและความเสียหายที่เกิดจากการพอกหรือขึ้นรูปหินขัดข้าวด้วยมือ
คือ การพอกหรือขึ้นรูปหินขัดข้าวด้วยมือนั้น จะต้องใช้เวลาในการพอกอยู่นานกว่า
10 นาที ปัญหาที่เกิดขึ้นอันดับแรกคือ เนื้อปูนที่ทำการพอกหรือขึ้นรูปอยู่นั้นมีเวลาเซตตัวแตกต่างกัน
ทำให้หินขัดข้าวลูกนั้นมีความแข็งแต่ละจุดไม่เท่ากัน เมื่อความแข็งแตกต่างกัน
ผลที่ตามมาก็คือการสึกหรอย่อมแตกต่างกันไปด้วย ซึ่งมีผลเสียคือ
ทำให้หินขัดข้าวนั้นไม่กลม เมื่อหินไม่กลมปัญหาที่ตามมาคือทำให้สีข้าวไม่หมดกาก
ซึ่งหากต้องการสีข้าวให้ได้ผลดีจริงๆ อย่างมืออาชีพแล้วจะต้องมีการกลึงปรับระดับผิวของหินขัดข้าวให้เท่ากันอยู่เสมอ
แต่โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ใช้เครื่องสีข้าวขนาดเล็กจะไม่ค่อยให้ความสำคัญในการกลึงปรับระดับผิวของหินขัดข้าวสักเท่าไรนัก
มักจะใช้งานไปตามสภาพเครื่อง กล่าวคือเมื่อเห็นกากข้าวปนออกมากับข้าวสารก็จะใช้วิธีการปรับเร่งการบีบอัดยางขัดข้าวให้ชิดกับหินขัดข้าวมากขึ้นเพียงอย่างเดียว
โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเสียหายตามมา
คือทำให้มีโหลดเพิ่มขึ้น มอเตอร์ต้องทำงานอย่างหนัก ทำให้สิ้นเปลืองไฟฟ้าและยางขัดข้าว
การสีข้าวทำได้ช้าลง ข้าวหักมากขึ้นและข้าวร้อนจัด
ที่มาของการพอกหินด้วยเครื่องจักร
กว่า 30 ปีที่ทางโรงงานกรุงไทยกลการ ซึ่งเป็นผู้ผลิตและออกแบบเครื่องสีข้าวที่มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่นำหน้ามาตลอด
ได้มีการค้นคว้าพัฒนาการพอกหินด้วยวิธีการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง
แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จนกระทั่งในช่วงระยะเวลา
3-4 ปีที่ผ่านมา ทางโรงงานฯ มีโอกาสได้ร่วมงานวิจัยกับนักศึกษา
และอาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชานี ทำให้การค้นคว้าพัฒนาเรื่องการพอกหินขัดข้าวก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
มีผลงานใหม่ที่ดีเยี่ยมออกมาสู่ตลาด ซึ่งหินขัดข้าวระบบใหม่นี้ได้มีการใช้เครื่องจักรมาช่วยในการพอกหิน
ทำให้สามารถพอกหินได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาในการขึ้นรูปเพียง
1-2 นาทีเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการพอกด้วยมือหลายเท่า การขึ้นรูปหินขัดข้าวที่รวดเร็วนี้ช่วยให้เนื้อปูนมีเวลาในการเซตตัวพร้อมกัน
หินขัดข้าวมีความแข็งเท่าๆ กันทุกจุด ช่วยลดปัญหาหินร่วงไม่เท่ากัน
และไม่ต้องเสียเวลาในการกลึงปรับระดับผิวของหินขัดข้าวเลยตลอดอายุการใช้งาน
เป็นการช่วยลดปัญหาของหินขัดข้าวลงไปได้กว่า 80% พร้อมทั้งยังช่วยให้การสีข้าวดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
ทำให้สามารถสีได้รวดเร็วขึ้น ได้รำมากขึ้น ประหยัดค่าไฟฟ้า-ยางขัดข้าว
และประหยัดเวลา จึงนับได้ว่างานวิจัยครั้งนี้เป็นการช่วยชาติและช่วยให้เจ้าของโรงสีได้ลดค่าใช้จ่ายแต่เพิ่มรายได้เป็นอย่างมาก

|